สารทำความเย็น อาร์32/R32

Last updated: Apr 26, 2018  |  3990 จำนวนผู้เข้าชม  |  สาระน่ารู้

ธนาคารโลกสนับสนุนการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น อาร์32/R32
 
เพื่อเป็นการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม แบรนด์ในประเทศญี่ปุ่นได้ลงมติในสิทธิบัติสารทำความเย็น R32 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2557 เวลา 0:00 น. 
 
ปริมาณค่าไฟฟ้าที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นสูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆภายในบ้าน เปรียบเทียบง่าย ๆ ติดตั้งแอร์ขนาด 9,000 บีทียู ต้องเสียค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท ต่อแอร์หนึ่งเครื่องเมื่อเปิดใช้งานในตอนกลางคืน ดังนั้นความพยายามในการคิดค้นเทคโนโลยีสำหรับเครื่องปรับอากาศเพื่อประหยัดไฟฟ้า จึงเป็นงานที่ท้าทายของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศทุกยี่ห้อ สารทำความเย็นR32 หรือน้ำยาแอร์ถือเป็นเทคโนโลยีที่ยอมรับกันในระดับโลกแล้วว่า ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและทำประสิทธิภาพความเย็นสูงกว่าน้ำยาแอร์ในปัจจุบัน และมีส่วนช่วยลดโลกร้อนมากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับสารทำความเย็นในปัจจุบัน 

ภายหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2011 ออฟฟิศหลายแห่งประสบปัญหา เรื่องพลังงาน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเครื่องปรับอากาศ จึงเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อลดการใช้พลังงาน เพราะเครื่องปรับอากาศใช้ไฟฟ้าสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในอาคาร ผู้ผลิตด้านเครื่องปรับอากาศในสำนักงานได้เดินหน้าใช้สารความเย็น R32 ในเครื่องปรับอากาศหลากรุ่น ในปี ค.ศ. 2014 นี้ รวมถึงเครื่องปรับอากาศยี่ห้ออื่นด้วย นอกจากประเทศใน กลุ่มยุโรป ออสเตรเลีย ยังมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องปรับอากาศที่ใช้ สารทำความเย็น R32 ด้วย
 
ทั้งนี้ในหลายประเทศได้เดินตามข้อตกลงพิธีสารโตเกียว ในปี ค.ศ. 1997 เพื่อเรียกร้องให้ลดการปล่อยสาร HFC ของสารทำความเย็น สำหรับประเทศไทย กองทุนพหุภาคี (MLF) ได้อนุมัติให้ใช้สารทำความเย็น R32 สำหรับธุรกิจระบบปรับอากาศและยังวางแผนให้ระงับใช้ สารทำความเย็น R22 ในปี ค.ศ. 2017 อย่างไรก็ตามแอร์ที่ยังคงใช้สารทำความเย็น R22 ยังใช้ได้จนกว่าจะหมดอายุ การใช้งานแต่แอร์ที่ผลิตในปีดังกล่าวต้องใช้สารทำความเย็น R32 แม้แอร์หลายยี่ห้อยังไม่ประกาศชัดว่าจะใช้เริ่มสารทำความเย็น R32 ได้เมื่อไร ด้วยคุณสมบัติเดียวกับแอร์ในประเทศญี่ปุ่น 

อ้างอิง | เดลินิวส์ สิ่งแวดล้อม 

Powered by MakeWebEasy.com